รีวิว TENET | ภาพยนตร์ที่นำเสนอทฤษฏีการเล่นกับเวลา ที่ไม่ได้เข้าใจยากอย่างที่คิด !

รีวิว TENET ต้องเรียกว่าเป็นภาพยนตร์ที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับมากฝีมือ “Christopher Nolan” ที่เคยฝากผลงานคุณภาพเอาไว้มากมายทั้ง Memento, Inception, Interstellar และ Dunkirk โดยแต่ละเรื่องมีแนวคิดและการนำเสนอที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก กลับมาในครั้งนี้ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาอย่าง “TENET” ก็สร้างประสบการณ์ใหม่ในการับชมกันอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอและการเล่าเรื่องที่แปลกแหวกแนว

ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์เรื่อง “TENET” ของ Christopher Nolan แม้แต่ตัวอย่างและโปสเตอร์แทบจะไม่เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เลยออกมาเลย รู้เพียงแค่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “เวลา” ซึ่งภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของผู้กำกับคนนี้ก็มักจะใช้องค์ประกอบของ “เวลา” มาเล่าเรื่อง แต่เรื่องนี้ซับซ้อนมากกว่านั้น เลยทำให้เกิดวลีขึ้นมาว่า “ถ้าจะดูภาพยนตร์ของเขา จงอย่าพยายามเข้าใจมันเยอะ ดูแล้วให้ใช้ความรู้สึกตัดสินแทนดีที่สุด!”

เรื่องราวใน TENET พูดถึงสายลับหนุ่มที่มากประสบการณ์ จนวันหนึ่งเขาไปรับรู้ถึงการมีอยู่ของกลไกการทำงานของเวลา และต้องไปเกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดนี้ โดยหน้าที่ของเขาคือช่วยหยุดยั้งไม่ให้เกิด “สงครามโลกครั้งที่ 3” นั่นเอง นอกจากนี้เขายังจะต้องหาคำตอบว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นได้ยังไง ทำไม และ อย่างไร หากอยากรู้คำตอบต้องดูและทำความเข้าใจเอง !

เนื้อเรื่องจะไม่พูดอะไรมากเพราะว่ายิ่งอธิบายยิ่งเข้าใจยากสำหรับบางคน ตัวอาเจ๊นัทเองได้ดูในโรงภาพยนตร์ IMAX บอกเลยว่ามันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ๆ ไม่ใช่แค่ขนาดหน้าจอที่ใหญ่เท่านั้นนะคะ แต่ภาพยนตร์เรื่อง TENET คุณ Christopher Nolan เลือกใช้กล้อง IMAX ควบคู่กับเลนส์ 70mm ตลอดทั้งเรื่อง

ดังนั้นถ้าอยากเสพย์อารมณ์ของภาพยนตร์ “แนะนำให้ดูโรงภาพยนตร์ IMAX ดีที่สุดค่ะ” เพราะมันจะช่วยขยายสัดส่วนของภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ แถมเพลงประกอบของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำออกมาดีมาก รวมไปถึงองค์ประกอบของเสียงต่าง ๆ มันกระหึ่มแบบสุด ๆ ไปเลยค่ะ

กลับมาพูดถึงเรื่องราวในภาพยนตร์ TENET กันต่อค่ะ “ทฤษฏีการเล่นกับเวลาในรูปแบบย้อนกลับ” ในภาพยนตร์เรื่องนี้สำหรับคนที่คิดจะดูแค่รอบเดียวแล้วจะไม่ดูอีกรอบ ต้องห้ามพลาดแม้แต่ช่วงเวลาใด ช่วงเวลาหนึ่งเลยค่ะ เพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดคำถามมากมายตามมาว่า ตัวละครนี้ทำไมทำแบบนี้ เหตุการณ์นี้มันคืออะไร!? อาเจ๊นัทยอมรับว่ามันคือภาพยนตร์ที่ส่วนตัวดูรอบเดียวรู้เรื่องนะ เพียงแต่ว่ามันเล่าออกมาเป็นตัวหนังสือลำบากจริง ๆ แต่ถามว่าตัวภาพยนตร์ออกมาดีมาก!

ในเรื่องของฉากแอ็คชั่นแม้ว่าถ้าให้นับรวม ๆ TENET มีฉากบู๊มันส์ไม่กี่ฉาก แต่ทุกฉากล้วนตื่นเต้น เร้าอารมณ์ทำให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับมันด้วย โดยเฉพาะฉากต่อสู้บนถนนที่เหล่ากลุ่มพระเอกจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่รู้กลไลในการทำงานของเวลาเหมือนกับกลุ่มพระเอก แถมจังหวะนั้นเพลงประกอบมันก็ทำให้เรารู้สึกลุ้น ตื่นเต้นตามไปด้วยว่าพวกเขาจะทำภารกิจพลาดไหม โดยรวมฉากคิวบู๊ทำออกมาได้ดีทุกฉากจริง ๆ

มาพูดถึงตัวละครหลักกันหน่อยดีกว่า เริ่มต้นที่คุณ “John David Washington”

พระเอกผิวสีที่ตอนแรกอาเจ๊นัทก็แอบคิดว่าเขาจะสามารถดึงเอาบทตัวละครที่รับออกมาได้มากน้อยแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาสามารถตอบโจทย์และตีบทแตก จนอาเจ๊นัทแทบจะปรบมือให้เลย การแสดงเป็นสายลับของเขาทำให้รู้เลยว่าตัวเขาออกแบบมาเพื่อบท ๆ นี้ สายลับไม่ต้องหล่อ ไม่ต้องหน้าตาดีเหมือนกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ แถมฉากคิวบู๊ของเขาก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน

ตามมาด้วยพ่อหนุ่มแวมไพร์ทไวไลท์ และ เป็นอัศวินรัตติกาลคนใหม่ใน The Batman คุณ “Robert Pattinson” ที่มาเป็นสายลับคู่หูกับคุณ John David Washington ต้องบอกว่าบทที่เขาได้รับดูมีมิติพอสมควรเลย เรียกว่าเป็นสายลับที่ดูฉลาดวางแผนรับมือต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี พร้อมคอยสนับสนุนเพื่อนว่าควรไปในทิศทางใด แล้วบทของเขานี่ละจะเป็นบทสรุปเรื่องราวของภารกิจเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3

ส่วนตัวละครอื่น ๆ ที่ปรากฎตัวอยู่ในภาพยนตร์บางตัวโผล่มาแค่ฉากสำคัญ ๆ ฉากเดียวแล้วก็หายไปเลย นอกจากนี้ตัวบทละครบางตัวไม่มีการอธิบายเลยว่าคน ๆ นั้นเขาเป็นใครหรือมาจากไหน ต่อให้เล่ามันก็ทำให้คนดูบางคนไม่เข้าใจก็มีเหมือนกันค่ะ ทำให้ตรงจุดนี้ถือว่าเป็นข้อเสียของภาพยนตร์เรื่องนี้ค่ะ!

โผล่มาแค่ฉากเดียวเท่านั้นเอง T-T
แต่ยอมรับว่าตัวร้ายของเรื่องที่คุณ “Kenneth Branagh” รับบทถือว่าเป็นตัวร้ายที่มีความฉลาดในการรับมือกับกับกลุ่มพระเอกที่หมายจะมาจัดการเขา ทำให้รู้สึกเหมือน Batman กำลังเผชิญหน้ากับ Joker อย่างงั้นเลยค่ะ!

สรุปแล้วภาพยนตร์เรื่อง TENET ของคุณ Christopher Nolan อาจจะตอบโจทย์ผู้ชมได้บางกลุ่ม อาจจะเป็นเพราะภาพยนตร์เล่าเรื่อง “ทฤษฏีการเล่นกับเวลาในรูปแบบย้อนกลับ” ที่อาจจะเข้าถึงกลุ่มคนบางกลุ่มได้ยาก โดยเฉพาะคนที่อยากติดตามผลงานของผู้กำกับ แต่การเล่าเรื่องอาจจะซับซ่อนไปนิดหน่อย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเลย ส่วนตัวแล้วอาเจ๊นัทมองว่าพอรับได้ค่ะ แต่ต้องตั้งใจดูเหมือนกัน เพราะถ้าพลาดไปแค่แว่บเดียวอาจจะงงได้เลยว่าเรื่องราวสรุปมันเกิดอะไรขึ้น

TENET เป็นหนังอีกเรื่องของโนแลนที่เกี่ยวข้องกับเวลา

ซึ่งเป็นสิ่งที่โนแลนด์มักหยิบยกมาใช้เป็นองค์ประกอบในงานของเขา ตั้งแต่หนังแจ้งเกิดอย่าง Memento จนถึงผลงานล่าสุดอย่าง Dunkirk ผสมผสานกับความชื่นชอบและหลงใหลในหนังสายลับจารชน James Bond 007 ของตัวโนแลน และบ่มเพาะพัฒนาบทนานกว่าเกือบ 1 ทศวรรษ จนกลายเป็น TENET ที่พาผู้ชมไปตื่นตากับ หนังสายลับแอ็คชั่นที่มีกลิ่นอาย James Bond ควบคู่ไปการท้าทายทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการย้อนเวลา

ทางด้านเนื้อเรื่องก็ต้องบอกว่า เรื่องราวของ TENET ด้วยความเป็นลูกผสมของหนังสายลับและไซไฟ ในส่วนพาร์ทสายลับต้องบอกว่ามันก็คือหนังสายลับที่มีเรื่องราวไม่ได้ต่างจากเดิมเสียเท่าไหร่ แต่โนแลนใช้รูปแบบการนำเสนอในแบบเฉพาะของตัวเอง และ ความไซไฟอิงวิทยาศาสตร์มาสร้างความแตกต่างให้กับในส่วนนี้ ซึ่งก็ด้วยความไซไฟ-วิทยาศาสตร์นี่แหละ เลยอาจจะมีบางช่วง ทำเอาคนดูงงไปเสียบ้าง เพราะหนังจะพ่นคำศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ชวนเข้าใจยากสักหน่อยออกมาเป็นระยะๆ

โนแลนเองต้องการก็ให้ความสมจริง ถึงกับไปขอคำปรึกษาจากศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์เพื่อให้บทพูดและเนื้อเรื่องออกมาสมจริง แต่โนแลนจะบอกใบ้ผ่านประโยคปรากฏในตัวอย่าง “Don’t try to understand it. Feel it” (อย่าพยายามทำความเข้าใจมัน ใช้ความรู้สึกซะ) เพราะบางทีถ้าคุณมัวแต่คิดจะทำความเข้าใจทฤษฏีบางข้อ คุณก็อาจจะตกรถพลาดเนื้อหาสำคัญอื่นๆ ของเรื่องไปจนหมดก็เป็นได้

สำหรับงานภาพที่โนแลนก็ยังคงเลือกใช้การถ่ายทำทั้งหมดผ่านกล้องฟิล์ม IMAX 70mm ,Panavison 70mm ที่เขาไว้ใจ มีการใช้เทคนิคการถ่ายทำแบบย้อนกลับที่สร้างความฮือฮามาแล้วใน Memento รับประกันงานภาพขั้นเทพโดยฝีมือ โฮยเตอ ฟัน โฮยเตอมา ผู้กำกับภาพผู้ผ่านการทำหนังไซไฟร่วมกับโนแลนมาแล้วใน Interstellar และ หนังสายลับอย่าง 007 Spectre

จอห์น เดวิด วอชิงตัน รับบทสายลับตัวเอกใน “Tenet

นอกจากยังคงไว้ลายถ่ายด้วยกล้องฟิล์มแล้ว โนแลนก็เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับที่ พยายามจะถ่ายทำแบบใช้ CG ให้น้อยที่สุดเพื่อสร้างความสมจริง svong-1.com ไม่ว่าจะเป็นฉากแอ็คชั่นที่ยิ่งใหญ่อย่างฉากทำลายเครื่องบินโบอิ้งที่โผล่ออกมาในตัวอย่างซึ่งมันทำออกมาได้อลังการงานสร้างมากๆ ไม่นับรวมฉากต่อสู้ ที่ผ่านการดีไซน์ออกมาได้น่าสนใจ โดยเฉพาะฉากต่อสู้แบบย้อนกลับที่เป็นจุดขายพอได้ดูจริงๆ ก็ต้องร้องว้าวออกมา เพราะเป็นที่แปลกใหม่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน น่าจะกล่าวได้เลยว่านี่เป็นหนังของโนแลนที่มีฉากต่อสู้ที่ดุเดือด และน่าจดจำที่สุดก็ว่าได้

ทางด้านงานดนตรี แม้ว่าโนแลนจะเสียฮานส์ ซิมเมอร์ นักประพันธ์คู่บุญไปให้กับ Dune ของเดนิส วิลล์เนิฟ แต่ก็ได้ ลุดวิก โยรันส์สัน นักประพันธ์ไฟแรงเจ้าของรางวัลออสการ์ จาก The Black Panther มาทำดนตรีประกอบให้ ซึ่งลุดวิก ก็สามารถรังสรรค์ดนตรีประกอบที่เร่งเร้าอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยมตั้งฉากเปิดเรื่องไปจนถึงฉากสุดท้าย

ข้อติคือดูเหมือนโนแลนอาจจะลงแรงในการนำเสนอด้าน Visual และการถ่ายทำไปมากเกินสักนิด ทำให้ตัวละครซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของโนแลนอาจจะมีตกหล่นในด้านมิติการจับต้องได้ไปบ้าง โชคยังดีที่ได้การแสดงอันมีสเน่ห์ของเหล่านักแสดงนำที่สามารถดึงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น “ตัวเอก” อย่าง จอห์น เดวิด วอชิงตัน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเด็นเซล วอชิงตัน หลังจากที่ได้รับเสียงชื่นชมจากหนังอินดี้อย่าง The Black มาคราวนี้เขาได้รับบทนำและแสดงออกมาได้น่าจดจำ

โรเบิร์ต แพทตินสัน ในบทคู่หูสายลับสุดกวน

รวมไปถึงเคมีที่ลงตัวกับ โรเบิร์ต แพทตินสัน ในบทคู่หูสุดกวนที่มีสเน่ห์แพรวพราว อลิซาเบธ เดบิคกี้ ในบทบาทที่สุดแสนดราม่าและน่าเห็นใจ บทตัวร้ายชาวรัสเซียที่โหดเหี้ยม ทารุณ และแย่งซีนเป็นช่วงๆ ของ เคนเน็ธ บรานาห์ (ที่เป็นคนอังกฤษ) รวมไปถึงพลังของเหล่านักแสดงสมทบอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น แอรอน เทเลอร์ จอห์นสัน ในบทบาทนายทหารสุดล่ำจนตอนดูอาจจะมีสงสัยว่านี่ใช่พ่อ ควิกซิวเวอร์ จริงๆ เหรอ และ การปรากฏตัวเพียงไม่กี่วินาทีแต่สร้างอิมแพคสำคัญของหนังแสดงคู่ขวัญของโนแลนอย่าง คุณปู่ ไมเคิล เคน

แม้ TENET อาจจะเป็นหนังต้องใช้สมาธิในการรับชม ไม่เป็นมิตรกับคนดูเสียเท่าไหร่ และมีจุดบกพร่องให้ตำหนิอยู่บ้าง แต่ TENET คือหนังแอ็คชั่น ไซไฟชั้นเลิศ ที่ยอมรับว่ามันสนุกเร้าใจ สร้างอรรถรสให้กับผู้ชมตั้งแต่ต้นจนจบ เป็น James Bond ในแบบฉบับของโนแลน ที่ให้ประสบการณ์ควรค่าแก่การได้รับชมสักครั้งในโรงภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบทั่วไป หรือระบบ IMAX 70mm ที่หนังถูกสร้างเพื่อฉายให้เหมาะกับการฉายในระบบนี้โดยเฉพาะ

TENET นี่ก็คงเป็นอีกครั้งที่โนแลนสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ ด้วยความคิดสุดล้ำ ทฤษฏีที่ซับซ้อนลุ่มลึก ทำให้เราไม่สามารถคาดเดาอะไรในเนื้อเรื่องได้เลย กว่าจะจับจุดได้ก็เกือบจะถึงตอนเฉลยเสียแล้ว TENET จึงเป็นหนังที่ต้องว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ถ้าให้อาเจ๊นัทมอบคะแนนรีวิวภาพยนตร์เรื่อง TENET

6.5/10

/